รถมือสอง ภูเก็ต

ที่นี่ www.phuketcar2u.com
 
 
ลิงค์น่าสนใจ
เว็บไซต์บริษัทรถยนต์

 
เทคนิคน่ารู้

พารถ(สุดที่รัก)ไปติดฟิล์มกรองแสง(ตอนที่ 2)

     หลังจากอาทิตย์ที่แล้ว "ผู้จัดการ มอเตอร์ริ่ง" พาทุกท่านไปทำความรู้จักกับฟิล์มกรองแสง และการทำงานของแสงที่ส่องผ่านมายังรถของคุณแล้ว คราวนี้เราจะไปดูถึงหน้าที่และประโยชน์ของฟิล์มกรองแสง ที่สำคัญก็คือวิธีการเลือกซื้อฟิล์มที่ถูกต้องเพื่อให้คุณผู้อ่านตัดสินใจได้ง่ายขึ้นและไม่ถูกหลอกกดราคาจากร้านค้าอีกต่อไป

     **ฟิล์มลดความร้อนทำหน้าที่อย่างไร**

     ฟิล์มลดความร้อนทำหน้าที่ในการควบคุมการถ่ายเทความร้อนที่เกิดขึ้นกับกระจกจากพลังงานแสงอาทิตย์โดย
     1. พยายามทำให้กระจกมีความสามารถสะท้อนพลังงานแสงอาทิตย์ได้มากขึ้น
     2. พยายามทำให้กระจกมีการดูดซับพลังงานแสงอาทิตย์น้อย
     3. พยายามทำให้พลังงานแสงอาทิตย์ถูกส่งผ่านกระจกเข้ามาน้อยลง

     **ประโยชน์ของการติดฟิล์มลดความร้อน**

     1. ช่วยลดแสงจ้า ให้ความรู้สึกสบายตาในยามขับขี่ และช่วยลดความเครียดของดวงตาในภาวะที่แดดจัดๆ หรือแม้แต่ตอนเช้าที่แสงแดดอ่อนๆแต่ก็ส่องเข้าตานั้น แสงแดดก็ยังเป็นปัญหาสำคัญสำหรับผู้ที่ต้องการขับรถทุกคน เพราะการมองผ่านกระจกออกไปยังถนนที่แสงแดดจัดนั้นเป็นสาเหตุให้ดวงตาเกิดความเครียด เมื่อยล้า สายตาเสีย ซึ่งอาจนำไปสู่การเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนได้ ส่วนผู้ที่ขับขี่รถยนต์ที่ติดฟิล์มกรองแสงนั้นก็จะเป็นการช่วยลดแสงจ้าทำให้ทัศนวิสัย หรือการมองเห็นในขณะขับรถมีประสิทธิภาพเต็มที่ รู้สึกสบายตา และไม่เกิดความเมื่อยล้า

     2. การช่วยลดความร้อนจากแสงแดด เพราะประเทศไทยตั้งอยู่ในแถบใกล้เขตเส้นศูนย์สูตร

     3. ป้องกันรังสีอุลตร้าไวโอเลต ( UV ) จากแสงแดด ซึ่งเป็นตัวการอย่างมากที่ทำให้ผิวเป็นฝ้า ตกกระ และยิ่งไปกว่านั้น แสงแดดยังเป็นสาเหตุหนึ่งของโรคมะเร็งผิวหนังอีกด้วย การติดฟิล์มกรองแสงรถยนต์ชนิดที่มีคุณภาพจะช่วยป้องกันรังสีอุลตร้าไวโอเลตได้มากกว่า 99%

     ช่วยถนอมผิวและสุขภาพของผู้โดยสารภายในรถยนต์ ยิ่งไปกว่านั้น รังสี UV ยังเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้วัสดุภายในรถยนต์ซีดจางและเสื่อมคุณภาพ ดังนั้น การติดฟิล์มกรองแสงจะช่วยชลอการซีดจางของวัสดุอุปกรณ์ตกแต่งภายในรถยนต์ เป็นการรักษาและยืดอายุการใช้งาน ซึ่งถือเป็นการช่วยป้องกันความเสียหายของวัสดุภายในรถไว้ตั้งแต่ต้นเหตุ สภาพภูมิอากาศโดยรวมจะมีอุณหภูมิสูง แม้กระทั่งในช่วงหน้าหนาวถึงอุณหภูมิจะไม่สูงมากนัก แต่แสงแดดก็ยังแรงอยู่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ต้องใช้รถใช้ถนนเป็นระยะเวลานานๆ ก็มีโอกาสได้รับความร้อนจากแสงแดดมากกว่าปกติ

     4. ช่วยลดอันตรายจากการแตกกระจายของกระจกรถยนต์ในเวลาที่เกิดอุบัติเหตุ หากรถเกิดการเฉี่ยวชนจนกระทั่งกระจกแตกร้าว รถที่ติดฟิล์มรถยนต์ที่ได้คุณภาพ ผลิตจากโพลีเอสเทอร์ชั้นเยี่ยม และกาวพิเศษ จะสามารถช่วยยึดเกาะเศษกระจกที่แตกไว้ด้วยกันไม่ให้ร่วงหล่นมาบาดโดนส่วนต่างๆ ของร่างกายหรือทำอันตรายต่อผู้โดยสารในรถ

     5. เพิ่มความสวยงามให้กับตัวรถและอาคารบ้านเรือน ทั้งนี้เพื่อให้ได้ประโยชน์จากฟิล์มกรองแสงอย่างคุ้มค่าและครบถ้วนดังที่กล่าวมาข้างต้น ผู้บริโภคจำเป็นจะต้องทราบข้อมูลต่างๆให้ชัดเจนและถูกต้องเป็นจริง เพื่อนำมาพิจารณาก่อนการตัดสินใจเลือกซื้อฟิล์มกรองแสงรถยนต์ เนื่องจากในประเทศไทยมีฟิล์มกรองแสงอยู่มากมายหลายยี่ห้อ หลายรุ่นด้วยกัน5. เพิ่มความเป็นส่วนตัวภายในห้องโดยสาร

     6. เพิ่มทัศนวิสัยที่ดีขณะขับขี่แม้ในยามค่ำคืน

     7. ปกป้องวัสดุ , อุปกรณ์และเฟอร์นิเจอร์ ภายในรถ

     8. ประหยัดไฟฟ้าและพลังงาน ช่วยให้เครื่องปรับอากาศ ไม่ต้องทำงานหนักช่วยยืดอายุการใช้งาน

     **ข้อแนะนำในการเลือกซื้อและติดตั้งฟิล์มลดความร้อน**

     เนื่องจากปัจจุบันมีฟิล์มกรองแสงนับสิบแบรนด์อยู่ในตลาด ซึ่งทุกแบรนด์ต่างก็โฆษณาว่าเป็นสินค้านำเข้าจากประเทศแถบยุโรปและสหรัฐอเมริกา สามารถลดความร้อนได้สูง ป้องกันรังสีอัลตราไวโอเลตได้เกือบ 100 % บางรายรับประกันตลอดอายุการใช้งานเป็นต้น สิ่งเหล่านี้ถ้าฟิล์มแบรนด์นั้นมีคุณสมบัติอย่างที่โฆษณาจริง ผู้บริโภคจะได้รับผลประโยชน์และความพอใจที่ตรงตามความต้องการของตนเอง และคุ้มค่ากับค่าใช้จ่ายที่เสียไป ปัญหาคือจะทราบได้อย่างไรว่าข้อความที่โฆษณาเป็นจริงหรือไม่? เราจึงขอเสนอแนะวิธีการในการเลือกซื้อฟิล์มกรองแสง โดยแบ่งเป็น 4 หัวข้อใหญ่ๆ ดังต่อไปนี้

    1.มาตรฐานของโรงงานผู้ผลิตฟิล์ม
     2.คุณสมบัติเฉพาะของฟิล์ม ( FILM SPECIFICATION )
     3. บริษัทฯผู้นำเข้า
     4. ราคา
     5.การทดสอบฟิล์มด้วยตัวเอง
     6.เลือกร้านติดตั้ง...ฝีมือช่างต้องชำนาญ

     1. มาตรฐานของโรงงานผู้ผลิตฟิล์ม


     ตลาดฟิล์มกรองแสงในบ้านเรานั้นมีมูลค่าที่เป็นที่น่าสนใจของผู้ลงทุนทั้งในวงการและนอกวงการมาก ทำให้มีการแข่งขันกันสูง ผู้บริโภคจะพบว่ามีฟิล์มมากมายแบรนด์ที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน ดังนั้นเมื่อท่านต้องการฟิล์มที่มีคุณภาพมาตรฐาน สิ่งที่ท่านต้องพิจารณาอันดับแรกคือมาตรฐานของโรงงานผู้ผลิตฟิล์ม ท่านทราบหรือไม่ว่า ฟิล์มส่วนใหญ่ที่อ้างว่านำเข้าจากประเทศสหรัฐอเมริกานั้น มาจากประเทศไต้หวัน เกาหลี สิงคโปร์ ใกล้ๆเรานี่เอง แล้วเราจะดูมาตรฐานของโรงงานผู้ผลิตฟิล์มดูได้จากที่ไหน?

     คำตอบก็คือจากโฆษณาหรือประชาสัมพันธ์ของฟิล์มแบรนด์นั้นๆโดยตรง แต่จะใช้ได้เฉพาะกับฟิล์มที่แจ้งชื่อโรงงานที่ตนนำเข้าเท่านั้น เพราะผู้บริโภคสามารถตรวจสอบกลับไปที่ WEBSITE ของโรงงานได้เลยว่ามีอยู่จริงหรือไม่ ผู้นำเข้าเป็นตัวแทนจำหน่ายจริงไหม สินค้ามีมาตรฐานอะไรบ้าง ค่าการทดสอบต่างๆใช้มาตรฐานอะไรวัด (เช่น ASTM E 903 – 82 เป็นต้น) เป็นมาตรฐานที่องค์กรสากลเกี่ยวกับเรื่องฟิล์มเช่น AIMCAL หรือ ASTM รับรองจริงหรือเปล่า ตัวเลขที่ผู้นำเข้านำมาโฆษณาตรงกันกับตัวเลขของผู้ผลิตหรือไม่ ได้ ISO 9001 หรือ 9002 จริงหรือไม่ ผู้ผลิตรับประกันกี่ปี

     สิ่งเหล่านี้จะทำให้ผู้บริโภครู้ว่าฟิล์มแบรนด์นั้นมีมาตรฐานเป็นอย่างไร และคุณสมบัติที่นำมาโฆษณาสู่สาธารณชนถูกต้องตรงตามโรงงานผู้ผลิตหรือไม่ ทั้งนี้มิได้หมายความว่าฟิล์มที่ไม่มีมาตรฐานอะไรเลยหรือไม่สามารถตรวจสอบแหล่งที่มาที่ไปได้จะไม่มีคุณภาพ แต่การไม่เปิดเผยความจริง การบิดเบือนข้อมูลเป็นการแสดงถึงความไม่จริงใจกับผู้บริโภค ทำให้ผู้บริโภคสับสนและได้ข้อมูลผิดๆ และอาจนำไปซึ่งการเสียค่าใช้จ่ายสูงเกินไป หรือได้รับสินค้าที่คุณภาพต่ำเกินไป ถ้าไปติดฟิล์มที่โฆษณาเกินจริง ผู้บริโภคควรตรวจสอบให้แน่ชัดถึงแหล่งที่มาเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของท่าน

     2.คุณสมบัติเฉพาะของฟิล์ม ( FILM SPECIFICATION )

     สำหรับผู้บริโภคทั่วไป จะพิจารณาจากคุณสมบัติหลักๆ 4 ตัว ดังนี้
     -ปริมาณแสงส่องผ่านได้ ( VISIBLE LIGHT TRANSMITTED )
     -ความสามารถในการป้องกันรังสีอัลตราไวโอเลต ( ULTRA VIOLET BLOCK )
     -ความสามารถในการสะท้อนกลับของแสง ( VISIBLE LIGHT REFLECTED )
     -ความสามารถในการลดความร้อน ( TOTAL SOLAR ENERGY REJECTED )

     ปริมาณแสงส่องผ่านได้ คือปริมาณของแสงที่ส่องผ่านกระจกที่ติดฟิล์ม วัดที่ความยาวคลื่น 550 นาโนเมตร ซึ่งเป็นความยาวคลื่นที่สามารถมองเห็นสิ่งต่างๆได้ชัดเจนที่สุด โดยคิดเป็นเปอร์เซ็นต์เทียบกับปริมาณแสงทั้งหมดก่อนส่องผ่านกระจกที่ติดฟิล์ม ฟิล์มที่มีค่าปริมาณแสงส่องผ่านน้อยจะเป็นฟิล์มที่มีความเข้มมากกว่าฟิล์มที่มีปริมาณแสงส่องผ่านมาก คือตัวเลขยิ่งมากยิ่งใสนั่นเอง

     ผู้บริโภคจะต้องพิจารณาว่ามีความต้องการติดฟิล์มที่มีความใสมากน้อยเพียงไรที่เหมาะสมกับตนเอง โดยส่วนใหญ่จะแนะนำให้ติดบานหน้าใสกว่าด้านข้าง เพื่อให้ทัศนวิสัยในการขับขี่ที่ดีกว่า การเลือกฟิล์มเข้มมากน้อยจะขึ้นกับปัจจัยหลายอย่างเช่นความชอบ, อายุผู้ขับขี่, ลักษณะการใช้งาน เป็นต้น ความสามารถในการป้องกันรังสีอุลตร้าไวโอเลต คือปริมาณรังสีอัลตราไวโอเลตที่ถูกป้องกันไว้ไม้ให้ผ่านเข้ามา โดยคิดเป็นโดยคิดเป็นเปอร์เซ็นต์เทียบกับปริมาณรังสีทั้งหมดในแสงแดด

     โดยส่วนใหญ่ฟิล์มจะสามารถป้องกันรังสีอัลตราไวโอเลตได้ดีอยู่แล้ว คุณสมบัติในข้อนี้จึงไม่มีความแตกต่างกันมากนักในแต่ละแบรนด์ความสามารถในการสะท้อนกลับของแสง ได้ คือปริมาณของแสงที่ถูกสะท้อนกลับเมื่อกระทบกับกระจกที่ติดฟิล์ม โดยคิดเป็นเปอร์เซ็นต์เทียบกับปริมาณแสงทั้งหมดก่อนส่องผ่านกระจกที่ติดฟิล์ม หรือค่าการสะท้อนแสงของฟิล์มนั่นเอง การเลือกฟิล์มที่มีค่าการสะท้อนมากก็จะมีผลกระทบต่อผู้อื่นมาก ดังนั้นจึงควรเลือกใช้ให้เหมาะสม ทั้งนี้อัตราการสะท้อนกลับของแสงไม่ควรเกิน 35 % สำหรับฟิล์มรถยนต์ ความสามารถในการลดความร้อน คือปริมาณพลังงานความร้อนที่ถูกป้องกันไว้ไม้ให้ผ่านกระจก โดยคิดเป็นเปอร์เซ็นต์เทียบกับพลังงานความร้อนทั้งหมดในแสงแดด

     คุณสมบัติตัวนี้เป็นสิ่งที่ผู้บริโภคชาวไทยต้องการมากที่สุด เพราะบ้านเรามีภูมิอากาศร้อนเกือบทั้งปี ตัวเลขยิ่งมากก็ยิ่งลดความร้อนได้สูง สิ่งที่ทำให้ผู้บริโภคสับสนมากที่สุดในปัจจุบันคือการแสดงค่าการลดความร้อนที่สูงมาก แต่ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าเป็นจริงหรือไม่ หรือใช้ค่าการลดความร้อนจากอินฟราเรดมาแสดง ซึ่งรังสีอินฟราเรดเป็นส่วนประกอบเพียง 53 % ของพลังงานแสงอาทิตย์ ( ดูความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับพลังงานแสงอาทิตย์ ) ดังนั้นจึงไม่ใช่ตัวเลขที่แสดงถึงการลดความร้อนจากแสงแดดที่แท้จริง รวมถึงการทดสอบโดยใช้สปอตไลท์เช่นกัน ไม่สามารถให้ค่าที่ถูกต้องได้เพราะความร้อนจากสปอตไลท์เป็นพลังงานจากรังสีอินฟราเรดอย่างเดียว

     3. บริษัทฯผู้นำเข้า

     ปัจจัยที่ต้องพิจารณาถึงบริษัทฯผู้นำเข้าเพื่อประกอบการตัดสินใจคือ
     -มีความตั้งใจจริงที่จะนำเสนอสินค้าที่มีคุณภาพ และมีความจริงใจกับผู้บริโภคแค่ไหนพิจารณาได้จากการนำเสนอข้อมูลของตัวสินค้าว่ามีความน่าเชื่อถือเพียงใด ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบได้หรือไม่ แล้วท่านจะทราบว่าแบรนด์นั้นมีคุณภาพหรือไม่อย่างไร
     -มีประสบการณ์ในธุรกิจนี้แค่ไหน เนื่องจากฟิล์มเป็นสินค้าที่มีระยะเวลารับประกันนาน ดังนั้นจึงควรเลือกบริษัทฯที่อยู่ในธุรกิจมาเป็นเวลานานพอสมควร เพื่อเพิ่มความมั่นใจว่าท่านจะได้รับการดูแลตลอดระยะเวลารับประกันของ
แบรนด์นั้น
     -ทำตลาดในแบรนด์เดียวกับผู้ผลิตหรือเปล่า เนื่องจากปัจจุบันมากกว่า 90 % ของผู้ทำธุรกิจฟิล์มจะตั้งแบรนด์ขึ้นเอง ( LOCAL BRAND )
ทั้งนี้ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร การเลือกใช้ฟิล์มที่นำเสนอในแบรนด์เดียวกับผู้ผลิตจะเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคได้มากกว่าทั้งในด้านความสม่ำเสมอของคุณภาพสินค้า และการรับประกัน

     4.ราคา

     ปัจจัยเรื่องราคาถือเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ผู้บริโภคต้องพิจารณาว่าราคาที่นำเสนอคุ้มค่ากับคุณประโยชน์ที่ได้รับหรือไม่ อย่างเช่นคุณควรศึกษาสเปกของฟิล์มชนิดที่คุณต้องการแล้วมาดูว่ามียี่ห้อใดบ้างที่ตรงกับความต้องการของคุณ แล้วนำมาเปรียบเทียบราคาดูเลือกที่ราคาเหมาะสมและมีคุณภาพไม่ใช่เลือกที่ราคาถูกที่สุด ราคาต้องสมเหตุสมผล เหมาะสมกับคุณภาพในระดับที่ยอมรับได้ ไม่ใช่ต้องแพงเพียงเพราะมีชื่อเสียงมานานหรือเพราะโฆษณาเกินจริง ทำให้ตั้งราคาแพง หรือสูงขึ้นอีก ไม่สมคุณภาพที่โฆษณาไว้ โดยส่วนมากฟิล์มเคลือบโลหะ ทั้งชนิด Sputtered และ Metallized จะมีราคาสูงกว่าฟิล์มเคลือบสีประมาณ 1-2 เท่าตัว ที่สำคัญคือต้องดูงบประมาณในกระเป๋าของคุณเองด้วย แล้วทีนี้หน้าร้อนเราก็พารถ(ที่รัก)ไปติดฟิล์มกันได้เลย

     5.การทดสอบฟิล์มด้วยตัวเอง

     ผู้บริโภคควรพิจารณาโฆษณาของฟิล์มกรองแสงต่าง ๆ ให้ดีก่อนเลือกติดตั้ง ต้องเป็นโฆษณาที่ให้ข้อมูลที่ถูกต้อง ไม่มีการโฆษณาชวนเชื่อเกินจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง % การลดความร้อน และคุณสมบัติต่าง ๆ ของฟิล์มกรองแสง % การลดความร้อนที่ถูกต้องนั้นต้องเป็น % การลดความร้อนจากแสงแดด นอกจากนี้ยังควรพิจารณาถึงวิธีการทดสอบคุณภาพของฟิล์มกรองแสงด้วยว่าเชื่อถือได้หรือไม่ เช่น ไม่ควรทดสอบฟิล์มด้วยแสงสปอตไลท์ไม่ว่าจะโดยการให้ผู้บริโภคใช้มืออัง หรือยืนท่ามกลางแสงสปอตไลท์

     ทั้งนี้เพราะเวลาเราขับรถจริง ๆ นั้น เราขับรถภายใต้แสงแดด มิใช่แสงสปอตไลท์ และแหล่งกำเนิดแสงทั้งสองชนิดนี้ก็แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง และบางครั้งยังมีกรณีว่าฟิล์มที่ใช้เวลาทดสอบกับฟิล์มที่นำมาติดตั้งให้นั้น เป็นคนละชนิดกัน หรือใช้ฟิล์มติดตั้งซ้อนทับกันสองชั้นในการทดสอบ จุดนี้ผู้บริโภคต้องพึงระวัง และพิจารณาให้รอบคอบ

     6.เลือกร้านติดตั้ง...ฝีมือช่างต้องชำนาญ

     ร้านค้าตัวแทนจำหน่ายก็มีส่วนสำคัญที่ต้องพิจารณาประกอบ ทุกวันนี้ฟิล์มกรองแสงติดรถยนต์จะขายผ่านร้านประดับยนต์ ร้านติดตั้งเครื่องเสียง ซึ่งร้านเหล่านี้จะมีทั้งที่ได้รับการแต่งตั้งจากผู้จำหน่ายโดยตรง กับไม่ได้รับการแต่งตั้ง ร้านที่ไม่ได้รับการแต่งตั้งจะนำฟิล์มเข้ามาจำหน่ายเอง ซึ่งก็เสี่ยงต่อฟิล์มคุณภาพต่ำ บางแห่งก็เสนอฟิล์มแบบมียี่ห้อ ให้ดู พอตอนติดตั้งแอบไปเอาฟิล์มอะไรไม่รู้มาติดรถ อย่างนี้ก็มี

     เราสามารถพิจารณาได้ว่าร้านใดได้รับการแต่งตั้งให้เป็นตัวแทนจำหน่ายหรือไม่ โดยสังเกตจากป้ายหน้าร้าน หรือใบที่ได้รับการแต่งตั้ง หรือใบรับประกันสินค้า หรือถ้าต้องการความมั่นใจโทรศัพท์สอบถามจากผู้นำเข้าโดยตรง และควรเลือกร้านที่มีห้องสำหรับการติดฟิล์มโดยเฉพาะ เนื่องจากฝุ่นคือศัตรูตัวร้ายกาจของการติดฟิล์ม

     การติดฟิล์มกรองแสงรถยนต์หากได้ฟิล์มคุณภาพ แต่หากช่างที่ติดตั้งไม่มีฝีมือก็ไร้ประโยชน์ การติดฟิล์มกรองแสงนั้น นอกจากคุณภาพของฟิล์มแล้ว หากต้องการให้ฟิล์มอยู่คงทนนานต้องขึ้นอยู่ที่ฝีมือของช่างคนนั้นด้วยช่างที่ติดฟิล์มจะต้องมีฝีมือในการกรีดฟิล์ม เพราะหากมือไม่ดีพอ เวลาที่กรีดฟิล์มลงสู่กระจกจะทำให้ฟิล์มนั้นไม่เสมอกัน โดยเฉพาะตรงขอบกระจก และถ้าเลวร้ายไปกว่านั้น บางครั้งอาจกรีดโดนกระจกรถยนต์ และทำให้เป็นรอยได้

อาทิตย์ต่อไปเราจะนำเสนอการดูแลรักษาฟิล์มหลังจากการติดตั้ง หลายท่านอาจจะไม่เคยใส่ใจหรือละเลย เพราะฉะนั้น ห้ามพลาด!!

ข้อมูล : บริษัท ฟิล์มกรองแสงอุตสาหกรรม จำกัด , ฮานิตะ ฟิล์ม , Window Film Magazine



บทความจาก: ผู้จัดการออนไลน์

 





U-Credit : ôԵѺس

บริษัทประกันภัยรถ
กรุงเทพประกันภัย จำกัด
กรุงไทยพานิชประกันภัย
เทเวศประกันภัย
ไทยพัฒนาประกันภัย
ไทยประกันภัย
ไทยสมุทรประกันภัย
ไทยเศรษฐกิจประกันภัย
ธนชาติประกันภัย
นารายณ์สากลประกันภัย
นวกิจประกันภัย
ประกันภัยศรีเมือง
มิตรแท้ประกันภัย
เมืองไทยประกันภัย
ยูพีดี โบรคเกอร์
สยาม โกลเบิล แอ็ดไวโซร
สินมั่นคงประกันภัย
วิริยะประกันภัย
ศรีกรุงโบรคเกอร์

Copyright © 2008 PhuKetCar2U. All Rights Reserved.
Designed by PhuKetIDea.com.